คนหนีทุกข์

สังเกตไหมครับว่ามนุษย์เรามักจะมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง ที่แทบไม่ต้องสอนก็ทำเป็นกันทุกคน  สิ่งที่ว่านั้นคือการ หนีทุกข์ ครับ

ทุกข์ที่ผมพูดถึง ก็รวมหมดทั้งทุกข์กาย และทุกข์ใจ  หลายๆคนอาจจะยังไม่เชื่อ หรือสงสัยอยู่ งั้นผมจะยกตัวอย่างนะครับ

เวลาเราๆนั่งแล้วเมื่อย เราทำอย่างไรครับ  ขยับขา เปลี่ยนท่า เพื่อหนีความเมื่อยใช่ไหมครับ

เวลาเราหิวข้าว กระหายน้ำ เราก็รีบไปหาข้าวทาน หรือหาน้ำดื่มเพื่อแก้ทุกข์

ทุกข์ทางกายถ้าไม่หนักมาก เราอาจจะหนีกันได้ง่ายๆครับ แต่บางอย่างก็คงหนีไม่ได้ เช่นเป็นโรคร้ายแรง ที่รักษาไม่หาย อย่างนั้นไม่ว่าจะหนียังไงคงไม่พ้นครับ  แต่คนเราก็ยังพยายามหนี จนนำมาซึ่งการฆ่าตัวตายหนีโรคร้าย

ส่วนทุกข์ทางใจ อันนี้แต่ละคนมีวิธีหนีทุกข์ต่างๆกันออกไปครับ เช่น

ถ้าเราโกรธ บางคนระบายความโกรธใส่คนรอบข้างเพื่อให้หายโกรธ เป็นการหนีความทุกข์ใจที่เกิดจากความโกรธ  ในขณะที่บางคนเลือกที่จะเดินหนีไปสงบจิตสงบใจ

การหนีทุกข์ทางใจนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์เลยนะครับ นำมาซึ่งสาขาวิชาต่างๆมากมาย เช่น วิธีการมองโลกในแง่ดี  วิธีคิดให้มีความสุข  หรือแม้แต่สาขาวิชาจิตวิทยา

แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนๆพี่ๆ เคยสังเกตกันไหมครับ

ไม่ว่าเราใช้วิธีใดๆ เรากลับไม่สามารถหนีทุกข์ได้จริงๆเลย ที่ทำได้มากที่สุด ก็คือหนีมันไปชั่วคราวครับ แต่ถึงเวลามันก็กลับมาใหม่อยู่ดี

เรานั่งเมื่อยๆ เปลี่ยนท่าให้หายเมื่อย  สักพักก็เมื่อยอีกแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนท่าใหม่

เราเศร้า ก็เลยคิดในแง่ดีให้หายเศร้าไปชั่วขณะ แต่สักพัก ก็กลับมาวนเวียนเศร้าใหม่อีกแล้ว

มนุษย์เราน่าสงสารนะครับ ยิ่งคิดวิธีหนีทุกข์ได้แนบเนียนขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งทุกข์ใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ตามมาคือ เราจะยิ่งรับความจริงต่างๆได้ยากยิ่งขึ้น  เวลามีอะไร เราก็จะหนีตลอด ไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง และยอมรับมัน

ถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจมีคำถามว่า แล้วทำอย่างไรกับความทุกข์ดี

ศาสนาพุทธสอนเรื่องนี้โดยตรงครับ จริงๆแล้ว แก่นของศาสนาพุทธมีแค่ว่า

"ทำอย่างไร ทุกข์จึงจะดับไป แบบไม่กลับกำเริบขึ้นมาอีก"

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นสิ่งที่ละเอียด ลึกซึ้ง แต่ทำตามได้ไม่ยากครับ พร้อมให้เรามาพิสูจน์กัน

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราหนีทุกข์เลยครับ ท่านสอนให้เรา "รู้ทุกข์" ทุกข์เกิดที่ไหน ให้เราเรียนรู้มันไปที่นั่นครับ เรียนรู้ไปจนจิตใจเข้าใจความจริงว่า ทุกข์มันเกิดเมื่อมีเหตุ เมื่อหมดเหตุมันก็ดับ มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ไปกับมัน  ทุกวันนี้ที่เราทุกข์กันเหลือเกิน เพราะเราเข้าไปยึด เข้าไปจับทุกข์ไว้ แล้วก็พยายามสลัดมัน พยายามหนีมันครับ

ถ้าผมเปรียบทุกข์เหมือนกับกาวครับ จิตใจของเราก็คือมือเราเอง เมื่อไหร่ที่เราเข้าไปยึดทุกข์ไว้ ก็เหมือนกับเราเอามือไปจุ่มกาว  กาวย่อมติดมือของเราแน่นอนครับ ถึงตอนนั้นแล้ว เราจะสลัดกาวออกก็คงไม่ออกแล้ว เปรียบเหมือนทุกข์มันติดกับเราแนบแน่น พยายามหนีมันอย่างไร ก็คงไม่พ้นหรอกครับ

ต้นเหตุของทุกข์ก็คือกายกับใจเนี่ยแหล่ะครับ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีสติ รู้กาย รู้ใจ ที่ปรากฏในปัจจุบันไปเรื่อยๆครับ กายมันหายใจเข้า หายใจออก  มันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอน ให้ตามรู้ไปแบบสบายๆ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ไม่เคร่งเครียด

จิตใจเดี๋ยวเหม่อ เดี๋ยวโลภ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์  ตามรู้สิ่งที่เกิดกับจิตใจไปเรื่อยๆครับ รู้บ้าง เผลอบ้าง ทำสบายๆ

แล้วจิตใจมันจะพัฒนาไปเองครับ เพราะมันเห็นความจริง ว่าทุกสิ่งเกิด แล้วย่อมต้องดับ ถึงตอนนั้น เราจะไม่ไปยึดทุกข์ไว้ครับ  มองมันเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านมา แล้วต้องผ่านไป ทุกข์ก็จะน้อยลงเยอะเลยครับ ^^

วันนี้แอบมาอัพ ก่อนไปเที่ยวเกาะเต่า และเกาะนางยวน หวังว่าไดอารี่คราวนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ

 

Posted on Thu 21 Aug 2008 17:50

ขอบคุณสำหรับเม้นท์นะคะน้องบอย แอบเห็นชื่อน้องในไดน้องแนนอยู่เหมือนกัน ^^

เห็นหน้าก่อนแปะรูปเอาไว้แล้วให้ทายว่าคนไหน พี่ทายไม่ถูกเลยอ่ะค่ะ เฉลยด้วยนะน้อง

เที่ยวให้สนุกจ้า..
zhonglarn.diaryclub.com   
Thu 28 Aug 2008 7:45 [3]

เนาะ...
เวลามันเกาะก็เข้ามาเกาะง่ายดาย แต่เวลาจะสลัดออกเนี่ย..ยากมากกก
...
ทำไรไม่ได้ก็ต้องรู้อย่างเดียว ^_^
namkaew   
Tue 26 Aug 2008 13:28 [2]

^^ เที่ยวให้สนุกนะคะ..

ขอบคุณมากๆๆที่เอาเรื่องดีๆๆมาให้อ่านประจำค่ะ..

ไดหน้านี้ได้ประโยชน์มากๆๆ จะพยายามดับทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าได้สอนนะคะ

ปล.อย่าลืมเอารูปทะเลสวยๆมาฝากกันน๊า..

oattoto.diaryclub.com   
Thu 21 Aug 2008 21:30 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง
 

<< September >>

S

M

T

W

T

F

S

31 

8 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

<< 2008>>